No products in the cart.

สอนวิธีการต่อวงจร สตาร์-เดลต้า (Star-Delta) สำหรับมือใหม่

มีเพื่อนๆจำนวนมากที่ดูวงจรไดอะแกรมของ Star-Delta ไม่เข้าใจ เนื่องจากสับสนวิธีการเข้าสาย ทางเราจึงทำบทความขึ้นเพื่อไขข้อข้องใจเหล่านี้ให้หมดไป โดยเปรียบเทียบอุปกรณ์จริงกับสัญลักษณ์ในวงจรจริงให้ออกมาดูง่ายที่สุด นอกจากนี้เรายังบอกวิธีการต่อสายเข้ามอเตอร์แบบง่ายๆ ให้ด้วย 

ตอนที่ 1

ตอนที่ 2

วงจรควบคุมมอเตอร์แบบ Star-Delta

วงจรไฟฟ้า Star-Delta (Y∆) สำหรับสตาร์ทมอเตอร์

วันนี้เราจะมาสอนวิธีต่อวงจร Star-Delta หรือเขียนย่อเป็น Y∆ สำหรับมือใหม่กันครับ ลำดับแรกเราต้องพูดถึงวงจรไฟฟ้าของ Y∆ กันก่อนครับว่ามีอะไรบ้าง อันดับแรกส่วนการจ่ายไฟเข้ามาที่แมกเนติก ตามที่เขียนไว้คือส่วน A เป็นส่วนที่ใช้ MPCB หรือ MCCB ส่วน B คือแมกเนติก ส่วนต่อจากเบรกเกอร์ไปหาแมกเนติก และส่วน C เป็นโอเวอร์โหลด รีเลย์ที่ต่อมาจากแมกเนติกส่วน B อีกที และส่วน D คือมอเตอร์ที่เราจะต้องไปสตาร์ทครับ ส่วนสุดท้ายคือส่วน E เป็นส่วนของวงจรควบคุม (Control Circuit) ส่วนนี้ผมจะยังไม่พูดถึงในวันนี้นะครับ วันนี้ผมจะพูดเฉพาะส่วน A – D ซึ่งมันก็คือคือส่วนที่เรียกว่า วงจรกำลัง (Power Circuit) นั้นเองครับ

อุปกรณ์ที่ต้องใช้

  1. มอเตอร์สามเฟสที่สามารถต่อได้ทั้งแบบสตาร์และเดลต้า
  2. เบรกเกอร์หรือมอเตอร์เบรกเกอร์ MPCB
  3. สวิตช์หรือแมกเนติก คอนแทคเตอร์ 3 ตัว (สำหรับการสลับระหว่างสตาร์และเดลต้า)
  4. โอเวอร์โหลดรีเลย์ (Overload Relay) สำหรับป้องกันมอเตอร์จากกระแสเกิน
  5. ไทม์เมอร์ (Timer) สำหรับการควบคุมเวลาในการเปลี่ยนจากสตาร์เป็นเดลต้า
  6. สวิทซ์ปุ่มกด (Push button switch) 2 ตัว หน้าคอนแทค NO (สีเขียว) 1 ตัว และหน้าคอนแทค NC (สีแดง) 1 ตัว
  7. ไพลอตแลมป์ (Pilot Lamp) 2 ตัว ไฟสีเขียว 1 ตัวและไฟสีแดง 1 ตัว

ส่วนประกอบของวงจร Y∆

วงจร Star-Delta จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ วงจรควบคุม (Control Circuit) และวงจรกำลัง (Power Circuit)

วงจรกำลัง

#image_title

ในส่วนของวงจรกำลัง (Power Circuit) จะประกอบได้ด้วย MCCB/MPCB, แมกเนติก คอนแทคเตอร์โอเวอร์โหลด และมอเตอร์ รายละเอียดแต่ละส่วนผมจะอธิบายไว้ด้านล่างพร้อมภาพประกอบครับ

ส่วน A - MPCB/MCCB

Star-Delta-Starter-3

อุปกรณ์ชิ้นนี้ก็คือ MPCB ของแบรนด์ชไนเดอร์นะครับ เป็นเซอร์กิตเบรกเกอร์ที่ออกแบบมาสำหรับสตาร์ทมอเตอร์ ลักษณะของมันส่วนด้านหน้าจะเป็นสีขาวและด้านหลังเป็นสีดำ มี Nameplate ติดไว้ด้านข้างเพื่อบอกสเปคสินค้านะครับ

ส่วนนี้จะเป็นตำแหน่ง R, S, T เป็นส่วนจ่ายไฟไปที่ L1, L2, L3 ของ MPCB  จะอยู่ด้านบนของตัวเบรกเกอร์

เมื่อไฟเข้ามาจาก L1, L2, L3 ผ่านตัวเบรกเกอร์แล้ว จากนั้นไฟจะออกที่ตำแหน่ง T1, T2, T3 เพื่อจ่ายไฟให้กับแมกเนติก คอนแทกเตอร์ต่อไปครับ

ส่วนของปุ่ม Start – Stop ของตัวเบรกเกอร์จะมีลักษณะเป็นปุ่มกดสีแดงและสีดำ โดยสีแดงเป็นปุ่ม Stop หยุดการทำงาน และสีดำเป็นปุ่ม Start เริ่มการทำงาน เวลาจะใช้งานก็แค่กดลงไป สังเกตเวลาที่กดลงไปที่ปุ่มใดปุ่มแล้วนั้นอีกปุ่มจะเด้งขึ้นมาทันที ใช้งานได้สะดวกดีครับ

MPCB ตัวนี้จะมีส่วนที่พิเศษว่าเบรกเกอร์แบบอื่นๆ ตรงที่มันจะมีโอเวอร์โหลดติดตั้งมาในตัวเบรกเกอร์เลย อยู่ที่ด้านซ้ายมือที่เห็นเป็นเหมือนร่องให้ขันน็อตได้ โอเวอร์โหลดจะทำหน้าที่คอยตัดกระแสไฟฟ้าเกินในตัวเบรกเกอร์ให้ครับ

ส่วน B - แมกเนติก คอนแทคเตอร์

ตัวนี้เป็นแมกเนติก คอนแทคเตอร์ จากแบรนด์ชไนเดอร์ ตัวแมกเนติกนี้จะนำมาต่อเข้ากับตัว MPCB โดยจะต่อสายจากตำแหน่ง T1 , T2, T3 ของตัวเบรกเกอร์มาเข้าที่ตำแหน่ง R, S, T หรือ L1, L2, L3 ที่อยู่ด้านบนของแมกเนติก แมกเนติกแบรนด์ชไนเดอร์ตัวนี้เรากำหนดให้เป็นแมกเนติกตัวที่ 1 หรือเรียกว่า KM ที่เขียนไว้บนไดอะแกรมด้านซ้ายมือครับ

แมกเนติกตัวนี้เป็นของแบรนด์ Lovato ที่เรานำมาเป็นแมกเนติกตัวที่ 2 หรือเรียกว่า KD นำมาวางข้างๆ แมกเนติกของชไนเดอร์ (KM) แมกเนติก KM, KD, KS เราสามารถใช้คละแบรนด์กันได้นะครับ แมกเนติก KD จะลากสายออกมาจาก MPCB มาจ่ายไฟเข้าที่ L1, L2, L3 ของแมกเนติกแบรนด์ Lavato (KD) หรือจะเรียกว่า R, S, T ก็ได้ครับ ส่วนด้านขวามือสุดบนตัวแมกเนติกตัวนี้จะเป็นคอนแทคช่วย ส่วนนี่จะไม่ได้ค่อยใช้งานเท่าไหร่ครับ ส่วนแมกเนติกตัวที่ 3 (KS) เป็นสตาร์ จะนำมาวางไว้ข้างๆ แมกเนติก KD

ส่วน C - โอเวอร์โหลด รีเลย์

เมื่อต่อแมกเนติกเสร็จแล้วต่อไปจะนำโอเวอร์โหลดมาต่อเข้าไป แมกเนติกแบรนด์ชไนเดอร์จะใช้โอเวอร์โหลดของแบรนด์ชไนเดอร์ ส่วนแมกเนติกของ Lovato ก็ใช้โอเวอร์โหลดของ Lavato นะครับ ถ้าใช้คนละแบรนด์กันจะต่อเข้าไปไม่ได้ครับ

ตอนติดตั้งโอเวอร์โหลดเข้ากับแมกเนติกต้องขันน็อตให้แน่นกันมันหลุดออกจากกัน เพราะตอนติดตั้งจะไม่มีรางให้โอเวอร์โหลดยึดไว้ ต่างจากตัวแมกเนติกครับ

ส่วน D - มอเตอร์

ด้านล่างของโอเวอร์โหลดจะต่อสายไปหามอเตอร์ได้เลยที่ตำแหน่ง U, V, W ทั้ง 3 เส้นนะครับ

KD และ KS ต้องต่อโอเวอร์โหลดหรือไม่ ?

แมกเนติก KD และ KS ไม่จำเป็นต้องต่อโอเวอร์โหลด สามารถลากสายเข้าไปหามอเตอร์ได้เลยที่ตำแหน่ง X, Y, Z

เปลี่ยนแมกเนติก KM เป็นแบรนด์อื่นบ้างดีกว่า

ผมลองเอาแมกเนติก แบรนด์ Lovato มาเป็นตัว KM ดูบ้างครับ จากไดอะแกรมต้องต่อโอเวอร์โหลดเข้าที่แมกเนติก KM ดังนั้นโอเวอร์โหลดที่นำมาต่อต้องเป็นของแบรนด์ Lovato เท่านั้นครับ ส่วนแมกเนติก KD จะใช้แมกเนติก แบรนด์ชไนเดอร์แทน แมกเนติก KD ผมจะไม่ต่อโอเวอร์โหลดเข้าไปนะครับ แมกเนติก KS ก็ไม่ต้องต่อโอเวอร์โหลดเช่นกันครับ ในวงจรจะใช้โอเวอร์โหลดแค่ 1 ตัวเท่านั้น ก็คือตัวที่ต่อกับแมกเนติก KM ครับ

แมกเนติกคละแบรนด์กันได้ไหม?

คำตอบคือได้ครับ !!!…..ในตู้คอนซูเมอร์เราสามารถใส่แมกเนติกคละแบรนด์กันได้นะครับ ไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์เดียวกัน แต่ส่วนที่สำคัญคือ โอเวอร์โหลด ต้องเป็นแบรนด์เดียวกับแมกเนติกเท่านั้น สาเหตุไม่ใช่อะไรหรอกครับ เวลาที่เอาแมกเนติกคนละแบรนด์กับโอเวอร์โหลดมาต่อเข้าด้วยกัน มันต่อเข้าไปไม่ได้ครับ อาจด้วยการออกแบบที่เขาออกแบบมาให้เข้ากับแมกเนติกของแบรนด์ตัวเองเฉพาะ พยายามหาซื้อที่มันแบรนด์เดียวกันหน่อยนะครับ

วงจรควบคุม

#image_title

ส่วนนี้เป็นวงจรควบคุม (Control Circuit) ที่ผมจะอธิบายไว้ในคลิปวิดีโอตอนที่ 2 ด้านบนนะครับ ในส่วนนี้จะมีอุปกรณ์เหล่านี้ครับ แมกเนติก ไพล็อตแลมป์  Push Button โอเวอร์โหลดรีเลย์ และไทเมอร์ มาดูกันเลยว่าส่วนวงจรควบคุมจะมีการทำงานอย่างไรบ้าง

เอาล่ะครับเราก็มาถึงส่วนสุดท้ายของวงจรสตาร์-เดลต้ากันแล้ว นั่นก็คือส่วนวงจรควบคุมหรือ Control Circuit ดูตามรูปด้านบนเลยครับ ด้านซ้ายมือจะเป็นวงจรไฟฟ้าของวงจรควบคุม มีสัญลักษณ์ทางไฟฟ้าเขียนไว้อย่างชัดเจน และด้านขวามือเป็นอุปกรณ์จริงที่ใช้ในวงจรไฟฟ้า มี Pilot Lamp แบบ Push Button สีเขียว สีแดง แมกเนติกคอนแทคเตอร์ KM KD KS สายไฟที่เข้าหางปลาไว้เรียบร้อยแล้ว และไทเมอร์ครับ

Pilot Lamp และปุ่มกด Push Button ตัวช่วยให้งานง่าย

จะใช้ Pilot Lamp และ Push Button ตัวนี้คือรุ่น XB5 ของชไนเดอร์ครับ มีทั้งแบบสีแดง และสีเขียว นำมาเป็นตัวโชว์สถานะการทำงานของวงจร และเป็นปุ่ม Start และ Stop การทำงานในวงจร

Push button switch สีเขียวตัวนี้จะเป็นปุ่ม Start ตัวมอเตอร์ให้ทำงานครับ วิธีการดูนะครับให้พลิกไปด้านหลังจะเจอกับแถบสีเขียว และมีอักษรเขียนไว้ว่า NO

Push button switch สีแดงตัวนี้จะเป็นปุ่ม Stop ตัวมอเตอร์ให้หยุดทำงานครับ วิธีการดูนะครับให้พลิกไปด้านหลังจะเจอกับแถบสีแดง และมีอักษรเขียนไว้ว่า NC

Pilot Lamp สีแดงตัวนี้จะเป็นตัวโชว์สถานะว่ามอเตอร์นนั้นโอเวอร์โหลดแล้ว อยู่ตรงตำแหน่งวงกลมสีแดงในวงจรไฟฟ้าด้ายซ้ายเลยครับ

Pilot Lamp สีเขียวตัวนี้เป็น LED ครับ การทำงานของ Pilot Lamp ตัวนี้ก็คือเมื่อมอเตอร์ทำงานจะติด ถ้ามอเตอร์หยุดก็จะดับนะครับ และถ้าอยากให้มอเตอร์ทำงานก็ให้กดที่ปุ่มสีเขียว อยากให้มอเตอร์หยุดทำงานก็กดที่ปุ่มสีแดงครับ

อย่าลืมสายไฟ

มากันที่สายไฟนะครับ สายไฟเส้นสีเหลืองในภาพนั้นเลยครับ คอนแทคเตอร์รุ่นนี้นะครับจะใช้กับสายไฟที่คู่มือบนกล่องแนะนำไว้เป็น AWG 10 – 18 หรือประมาณ 2.5 mm

แมกเนติก คอนแทคเตอร์ พระเอกของงานนี้

แมกเนติก คอนแทคเตอร์ที่ใช้ในวงจรสตาร์-เดลต้า จะมีทั้งหมด 3 ตัว นะครับ มีตัวเมน (KM) ตัวสตาร์ (KS) และตัวเดลต้า (KD) คอนแทคเตอร์ตัวแรกก็คือตัวเมนหรือ KM นี้นะครับ เป็นคอนแทคเตอร์แบรนด์ Lovato คอนแทคเตอร์ตัวเมนจะต้องมีคอนแทคช่วยที่เป็น NO ด้วยครับ

แมกเนติก คอนแทคเตอร์ตัวที่ 2 จะเป๋็นคอนแทคเตอร์ตัวเดลต้า (KD) ครับ เป็นคอนแทคเตอร์แบรนด์ชไนเดอร์ ต้องมีคอนแทคช่วยที่เป็น NO และ NC ด้วย

และคอนแทคเตอร์ตัวที่ 3 หรือตัวสตาร์ (KS) ก็ต้องมีคอนแทคช่วย NO และ NC ด้วยเช่นกันครับ

คอนแทคเตอร์ทั้ง 3 ตัวนีี้สามารถใช้ขนาดเท่ากันเลยก็ได้ครับ แต่คอนแทคเตอร์ตัวเมน (KM) จำเป็นต้องมีโอเวอร์โหลดต่อเข้าไปด้านล่าง 1 ตัวครับ ส่วนคอนแทคเตอร์สตาร์ (KS) และเดลต้า (KD) ไม่ต้องต่อโอเวอร์โหลดครัับ

Start-Delta Timer ตัวเปลี่ยนการทำงานให้แมกเนติก

อุปกรณ์ตัวสุดท้ายที่ลืมไม่ได้เลยครับ ก็คือ Star-Delta Timer ตัวเปลี่ยนการทำงานของคอนแทคเตอร์ ถ้าใช้ไทเมอร์ทั่วไปจะไม่เหมาะกับการทำงานแบบนี้นะครับ ควรใช้ไทเมอร์แบบนี้มากกว่า เพราะมีช่วงเวลาในการดีเลย์อยู่

Timer ตัวนี้เป็นของ Lovato รุ่น ST Series ความพิเศษของไทเมอร์แบบนี้นะครับ จะจ่ายไฟเข้าที่ขา A1 – A2 ให้เป็นซัพพลาย ฟังก์ชันการทำงานจะสตาร์ทแบบ Star ก่อน หน้าคอนแทคเตอร์ตัวสตาร์จะทำงาน มีไทเมอร์หน่วงเวลาช่วงทรานซิสชั่น (trans.) หน่วงเวลาออกไป สามารถตั้งค่าได้ พอถึงเวลาตามที่เราได้ตั้งไว้ คอนแทคเตอร์ตัว Delta จะทำงาน หน้าคอนแทคเดลต้าทำงาน ส่วนตรงนี้จะมีตัวกำหนดเวลาไม่ให้คอนแทคเตอร์ทั้ง 2 ตัว ทำงานพร้อมกันได้

ถ้าเป็น Timer แบบปกติทั่วไป จะไม่มีหน้าคอนแทคของเดลต้า เวลาเปลี่ยนการทำงานจะเปลี่ยนเลย เช่น เปลี่ยนจาก ON มา OFF เลยทันที ไม่มีดีเลย์ในช่วงนี้ครับ เราจะใช้ไทเมอร์แบบปกติในวงจรก็ได้ครับ แต่จะมีโอกาสที่ ON กับ OFF จะทำงานพร้อมกันได้ ซึ่งถ้ามันทำงานพร้อมกัน เวลาที่คอนแทคเตอร์ตัวแรกทำงานแล้วยังไม่หยุด และคอนแทคเตอร์ตัวที่ 2 ก็ทำงานขึ้นมา มันจะเกิดการช็อตขึ้น ทำให้คอนแทคเตอร์มันพังได้เลยครับ

การเซตไทเมอร์จะอยู่ที่ปุ่มบนสุด ปุ่ม range เป็นปุ่มตัวคูณ มีเขียนว่า 1s, 10s, 1m, 10m ถ้าต้องการให้ตัวคูณเป็นเท่าไหร่ ก็ปรับหมุนลูกศรให้ตรงกับเลขเหล่านี้ครับ ในภาพหัวลูกศรชี้ไปที่ 10s ครับ

ปุ่มตรงนี้ที่เขียนว่า Time เป็นตัวเวลาที่เราจะตั้งว่าจะให้คอนแทคเตอร์ดีเลย์เท่าไหร่ในการสตาร์ทช่วงที่เป็นสตาร์

ปุ่มสุดท้ายที่มีสัญลักษณ์  Y/Δ Delay เป็นปุ่มตั้งเวลาที่จะกำหนดให้เปลี่ยนสตาร์เป็นเดลต้าจะใช้ระยะเวลาเท่าไหร่

ตัวอย่างครับ ผมจะปรับปุ่มตัวแรกให้ลูกศรชี้ไปที่ตำแหน่ง 10s หรือ 10 วินาที และปรับปุ่ม Time ให้ลูกศรชี้ที่เลข 3 นำเอา 10s x 3 เท่ากับ 30 s มันก็หมายความว่า คอนแทคเตอร์จะดีเลย์ช่วงที่เป็นสตาร์อยู่ 30 วินาทีหรือสตาร์ทเป็นสตาร์อยู่ 30 วินาทีครับ

ส่วนปุ่ม Y/Δ Delay ผมได้ปรับลูกศรให้ชี้ไปที่ตำแหน่ง 20 มันก็คือ ช่วงเวลาที่คอนแทคเตอร์เปลี่ยนจากสตาร์เป็นเดลต้าจะใช้เวลา 20 ms ปรับได้ตามความต้องการเลยครับ สามารถปรับสูงสุดได้ถึง 300 ms

ต่อ Timer เข้ากับ KD และ KS อย่างไร??

มาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้วนะครับ นั่นคือการต่อตัวไทเมอร์เข้ากับคอนแทคเตอร์สตาร์ (KS) และคอนแทคเตอร์เดลต้า (KD) เราจะใช้ไทเมอร์แบบสตาร์-เดลค้า วิธีการต่อคือจะต่อไฟเข้าเริ่มจาก Line ไปนิวทรัล สาย Line สีดำนี้นะครับจะนำไฟ 220V เข้ามา แล้วเข้าไปที่ตำแหน่ง A1 ส่วนตำแหน่งขา A2 จะไปต่อเข้านิวทรัล

จากนั้นมาต่อตัวไทเมอร์ที่ตำแหน่งขา 18 และขา 28 ให้นำขา 18 ของไทเมอร์ต่อกับคอนแทคเตอร์สตาร์ (KS) เข้าที่ตำแหน่งคอยด์ 220V และข้างตำแหน่งคอยด์ให้ต่อสายออกไปนิวทรัล

และไทเมอร์ขา 28 ให้นำมาต่อเข้ากับคอนแทคเตอร์เดลต้า (KD) ที่ตำแหน่ง A1 ของคอนแทคเตอร์ และตำแหน่ง A2 ของคอนแทคเตอร์ให้ต่อสายไปหานิวทรัล

เมื่อต่อเสร็จเรียบร้อยแล้วเราจะได้สายที่ต่อไปนิวทรัลทั้งหมด 3 เส้น และมีสายที่มาจาก Line สายเส้นสีดำเข้าไทเมอร์ 1 เส้น ครับ เมื่อได้ตามนี้แล้วนะครับก็สามารถใช้งานวงจรสตาร์-เดลต้าได้แล้วครับ

วงจรการทำงาน

  1. เมื่อกดปุ่มสตาร์ท คอนแทคเตอร์ K1 และ K2 จะทำงาน ทำให้มอเตอร์เริ่มต้นในโหมดสตาร์ (Y)
  2. ไทม์เมอร์จะนับเวลาเมื่อถึงเวลาที่กำหนด คอนแทคเตอร์ K2 จะปิดและคอนแทคเตอร์ K3 จะเปิด เพื่อเปลี่ยนมอเตอร์เป็นโหมดเดลต้า (Δ)
  3. มอเตอร์จะทำงานในโหมดเดลต้าอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะกดปุ่มหยุด หรือเกิดการป้องกันจากโอเวอร์โหลดรีเลย์

ทำไมต้องใช้การควบคุมมอเตอร์แบบ Star-Delta

การควบคุมมอเตอร์แบบ Star-Delta มีประโยชน์หลายประการ โดยเฉพาะในการลดกระแสกระชากที่เกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นของมอเตอร์ไฟฟ้าสามเฟส นี่คือเหตุผลหลักๆ ที่เราควรใช้การควบคุมมอเตอร์แบบ Star-Delta:

ลดกระแสกระชากในช่วงสตาร์ท

เมื่อมอเตอร์เริ่มต้นทำงานในโหมดสตาร์ (Y) แรงดันไฟฟ้าที่เข้าสู่ขดลวดมอเตอร์จะลดลงเป็น 1/√3 ของแรงดันเต็ม ทำให้กระแสสตาร์ทลดลงเป็น 1/3 ของกระแสที่ต้องการในโหมดเดลต้า (Δ) ซึ่งช่วยลดกระแสกระชากที่อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อมอเตอร์และระบบไฟฟ้า

ลดแรงบิดในช่วงสตาร์ท

การสตาร์ทในโหมดสตาร์ทำให้แรงบิดของมอเตอร์ลดลงเหลือประมาณ 1/3 ของแรงบิดในโหมดเดลต้า ซึ่งช่วยลดแรงกระแทกที่เกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นการทำงานของมอเตอร์ ลดการสึกหรอของชิ้นส่วนเครื่องจักร

ป้องกันอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบสายไฟ

การลดกระแสสตาร์ทช่วยป้องกันอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบสายไฟจากการรับกระแสไฟฟ้าสูงเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดความร้อนสูงเกินไปหรือเกิดการลัดวงจร

ประหยัดพลังงาน

การลดกระแสสตาร์ทช่วยลดการสูญเสียพลังงานในช่วงเริ่มต้นการทำงานของมอเตอร์ ซึ่งเป็นช่วงที่มักจะมีการใช้พลังงานมากที่สุด

ลดผลกระทบต่อระบบไฟฟ้า

การใช้วิธีสตาร์ทแบบ Star-Delta ช่วยลดผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าทั้งระบบ ลดความเสี่ยงที่แรงดันไฟฟ้าจะตกในช่วงที่มอเตอร์เริ่มทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในระบบไฟฟ้าที่มีการใช้งานมอเตอร์หลายตัว

เพิ่มความปลอดภัย

การควบคุมมอเตอร์ด้วย Star-Delta ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานของมอเตอร์และเครื่องจักร ลดความเสี่ยงที่เกิดจากกระแสสตาร์ทสูงเกินไป

การทำงานที่เชื่อถือได้

วงจร Star-Delta เป็นวิธีที่เชื่อถือได้และใช้กันอย่างแพร่หลายในงานอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้สามารถหาอุปกรณ์และการสนับสนุนทางเทคนิคได้ง่าย

สรุป

การใช้การควบคุมมอเตอร์แบบ Star-Delta เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดกระแสกระชากในช่วงเริ่มต้น ลดความเสี่ยงในการเกิดความเสียหายต่อมอเตอร์และระบบไฟฟ้า และเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานของระบบอุตสาหกรรม นี่คือเหตุผลที่วิธีนี้ได้รับความนิยมในการควบคุมมอเตอร์ไฟฟ้าสามเฟสในหลายๆ สถานการณ์

หากคุณสนใจสินค้า สามารถเข้าไปดูและเลือกซื้อ OverLoad Relay ได้ที่หน้าเว็บออนไลน์ของเรา มีสินค้าหากหลายรุ่น จากแบรนด์ดังให้เลือกมากมาย ถ้าคุณมีข้อสงสัยหรืออยากสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า สามารถแชทมาหาเราได้ทันทีจากช่องแชทด้านล่างขวามือ และท่านใดต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโอเวอร์โหลด รีเลย์ (Overload relay) คืออะไรประเภทและหลักการทำงานของโอเวอร์โหลดรีเลย์ และ เลือกโอเวอร์โหลดรีเลย์ Overload relay อย่างไร ให้เหมาะกับมอเตอร์ที่เราใช้งาน

การประยุกต์ใช้งานเซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) ในงานอุตสาหกรรม

วิธีการประยุกต์ใช้งานเซอร์กิตเบรกเกอร์ในงานอุตสาหกรรมในด้านต่างๆ เช่น ตู้คอนโทรล ควบคุมโหลด AC และ DC การควบคุมมอเตอร์ รวมถึงการป้องกันไฟรั่ว ไฟดูด

Read More »

วิธีการติดตั้งเซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) อย่างถูกต้องและปลอดภัย พร้อมแนะนำอุปกรณ์เสริม

การติดตั้งอุปกรณ์ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากในการใช้งาน หากไม่อยากให้เกิดปัญหาเบรกเกอร์ไม่ตัดวงจรหรือตัดวงจรบ่อยเกินไป คุณก็ควรศึกษาอย่างดีๆ ก่อน

Read More »

วิธีการเลือกเซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) ที่เหมาะสม: เคล็ดลับและแนวทางการเลือกใช้

การที่จะเลือกเซอร์กิต เบรกเกอร์สักตัวไปใช้งานนั้น ถ้าอย่างให้ถูกต้องและเหมาะสมกับงานที่ใช้ จะต้องคำนึงถึง 2 ประเด็นสำคัญ คือ จำนวน Pole และค่าพิกัดกระแส

Read More »

กลไกและหลักการทำงานของเซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) ที่คุณควรรู้

การทำงานของเบรกเกอร์ทั้งแบบ Thermal Trip, Magnetic Trip และ Thermal-Magnetic Trip แตกต่างกันอย่างไร และส่งผลต่อเบรกเกอร์มากน้อยเพียงใด

Read More »

เซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) มีกี่ประเภท? เลือกใช้แบบไหนให้เหมาะกับงาน

ทำความรู้จักกับประเภทของเซอร์กิตเบรกเกอร์ต่างๆ ตั้งแต่ MCB, MCCB, ACB ไปจนถึง ELCB/RCD พร้อมวิธีเลือกใช้ให้เหมาะกับการใช้งาน เพื่อความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าของคุณ

Read More »